วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554

มาออกกำลังกายกันเถอะ


การออกกำลังกาย
               การออกกำลังกาย  ไม่ได้หมายถึงการต้องไปแข่งขันกีฬากับผู้อื่น แต่การออกกำลังกายเป็นการแข่งขันกับตัวเอง  หลายคนก่อนจะออกกำลังกายมักจะอ้างเหตุผลของการไม่ออกกำลังกาย เช่น ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ปัญหาเกี่ยวกับอากาศ ทั้งหมดเป็นข้ออ้างที่จะไม่ออกกำลังกาย แต่ลืมไปว่าการออกกำลังกายอาจจะให้ผลดีมากกว่าสิ่งที่เขาเสียไป เป็นที่น่าดีใจว่าการออกกำลังให้สุขภาพดีไม่ต้องใช้เวลามากมาย เพียงแค่วันละครึ่งชั่วโมงก็พอ และก็ไม่ต้องใช้พื้นที่หรือเครื่องมืออะไร มีเพียงพื้นที่ในการเดินก็พอแล้ว การออกกำลังจะทำให้รูปร่างดูดี กล้ามเนื้อแข็งแรง ป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันโรคกระดูกพรุน ป้องกันโรคอ้วน การออกกำลังกายทำให้ร่างกายสดชื่น มีพลังที่จะทำงานและต่อสู้กับชีวิต นอกจากนั้นยังสามารถลดความเครียดได้ด้วย

การเริ่มต้นออกกำลังกาย
หลายท่านไม่เคยออกกำลังมาก่อนเมื่อเริ่มออกกำลังอาจจะทำให้เหนื่อยง่าย วิธีที่ดีที่สุดของการเริ่มต้นออกกำลังกาย คือให้เริ่มออกกำลังกายจากกิจวัตรประจำวัน เช่น
- ใช้การเดินหรือขี่จักรยานเมื่อไปที่ไม่ไกล
- หยุดใช้รถหนึ่งวันแล้วใช้การเดินไปทำงานสำหรับผู้ที่บ้านและที่ทำงานไม่ไกล
- ใช้บันไดแทนการขึ้นลิฟต์หรือบันไดเลื่อน
- ขี่จักรยานรอบหมู่บ้าน
- ทำงานบ้าน เช่นทำสวน ล้างรถ ถูบ้าน
ทำกิจวัตรเหล่านี้ทุกวันเป็นเวลา 2-3 เดือนจึงเริ่มต้นเพิ่มการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น เช่น
- การเดินให้เร็วขึ้นสลับกับการเดินช้า
- ขี่จักรยานนานขึ้น
- ขึ้นบันไดหลายขั้น
- ขุดดินทำสวนนานขึ้น
- ว่ายน้ำ
- เต้นแอร์โรบิค แต่ไม่ต้องนาน
- เต้นรำ
- เล่นกีฬา เช่น ปิงปอง แบดมินตัน เทนนิส

เทคนิคของการออกกำลังกายเป็นประจำ 
- จะต้องตระหนักว่าการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตซึ่งจะขาดไม่ได้เหมือนการนอนหลับ หรือการรับประทานอาหาร
- เลือกการออกกำลังกายที่ชอบที่สุด และสะดวกที่สุด
- ครอบครัวอาจจะมีส่วนร่วมด้วยก็จะดี
- ช่วงแรกๆของการออกกำลังกายไม่ควรจะหยุด ให้ออกจนเป็นนิสัย
- บันทึกการออกกกำลังกายไว้
- หาเป็นไปได้ควรจะมีกลุ่มเพื่อออกกำลังกายร่วมกันเพราะกลุ่มจะช่วยกันประคับประคอง
- ตั้งเป้าหมายการออกกำลังและการรับประทานทุกเดือนโดยอย่าตั้งเป้าหมายสูงเกินไป
- ติดตามความก้าวหน้าโดยดูจากสมุดบันทึก
- ให้รังวัลเมื่อสามารถบรรลุเป้าหมาย(ห้ามการเลี้ยงอาหาร)
- ที่สำคัญการออกกำลังแม้เพียงเล็กน้อยดีกว่าการไม่ออกกำลังกาย

ออกกำลังกายอย่างปลอดภัย
ถ้าหากท่านได้เตรียมความพร้อมที่จะออกกำลังกายแล้วอยากจะฟิตร่างกายท่านสามารถทำได้ทันที แต่หากมีอาการหรือโรคต่อไปนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฟิตร่างกาย
- ถ้าท่านอายุมากกว่า 45ปี
- หรือมีโรคประจำตัวเช่นโรคความดันโลหิตสูง
- โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง
- สูบบุหรี่
- หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ 
- มีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยมาก
- มีอาการหน้ามืด

             ในส่วนด้านทางการแพทย์ แบ่งออกใหญ่ๆ ได้ 4 มิติคือ การส่งเสริมสุขภาพ, การป้องกันโรค, การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟู การรักษาหมอทําให้ท่านได้ แต่การสร้างสุขภาพนั้นต้องทําด้วยตัวของท่านเอง ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของทุกท่านที่จะต้องตระหนักถึงความสําคัญของการป้องกันไม่ให้ป่วยและการสร้างสุขภาพ ซึ่งใครทําใครได้ โดยมีคําแนะนําให้ปฏิบัติตัวง่ายๆ ยึดหลัก 4 อ. ในการสร้างเสริมสุขภาพ ดังนี้
1)อารมณ์ 2) ออกกําลังกาย 3) อาหาร 4) อนามัยสิ่งแวดล้อม

มิติด้านอารมณ์/จิตใจ
           การเป็นคนที่มีอารมณ์ดี ร่าเริงแจ่มใส มองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ เชื่อว่าคนที่สนุกสนาน และการที่หัวเราะในระดับหนึ่งที่เหมาะสมจะทําให้สมองหลั่งสารสุข (endorphine) ซึ่งมีผลทําให้คนมีความสุข ไม่เครียด และสุขภาพดี ทั้งการฝึกฝนปรับตนให้ยอมรับความจริงได้ การยึดหลักสายกลางที่เหมาะสม การปลงตก การให้อภัย การฝึกสมาธิ จิตใจที่เข้มแข็งไม่ตามใจปาก ฯลฯ

มิติด้านอาหาร 
          อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สําคัญ ควรเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะ ถูกหลักโภชนาการ เกิดประโยชน์ และประหยัด เช่น พวกข้าว ก็ควรเลือกข้าวกล้อง พวกข้าวเหนียว ขนมจีนควรหลีกเลี่ยง พวกผักควรเลือกผักสดใบเขียว หลีกเลี่ยงผักกระป๋อง พวกผลไม้ก็เลือกผลไม้สดๆ เช่น ชมพู่ ฝรั่ง หลีกเลี่ยงผลไม้สุกหวาน เช่น มะม่วงสุก หรือหวานจัด เช่น ลําไย องุ่น พวก ทุเรียนควรงดไปเลย
สําหรับพวกเนื้อสัตว์ปกติไม่ควรรับประทานมาก ถ้าจะรับประทานก็ควรเลือกเนื้อปลา ไข่ขาว ควรเลี่ยงเนื้อมันๆ เครื่องในสัตว์ต่างๆ

มิติการออกกําลังกาย 
         การออกกําลังกายสม่ำ เสมอจะช่วยสร้างสุขภาพได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งนอกจากจะได้ผลดีต่อกล้ามเนื้อแล้ว ยังได้ผลดีต่อ หัวใจ ปอด และระบบไหลเวียนเลือดอีกด้วย การออกกําลังกายสม่ำเสมออย่างพอเหมาะในระดับหนึ่งก็จะทําให้สมองหลั่งสารสุข (endorphine) ซึ่งมีผลดีต่อสุขภาพ ทําให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า
มาสร้างสุขภาพที่ดีด้วยการออกกําลังกาย โดยออกกําลังกายวันละ 30-60 นาที ประมาณ 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์

มิติด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม
 
         มิตินี้มีความสําคัญ ช่วยทําให้ทุกๆ สิ่งรอบตัวเราเอื้ออํานวย และเป็นประโยชน์ต่อการสร้างเสริมสุขภาพ เป็นหลายปัจจัยประกอบกัน ที่จะช่วยลดการเจ็บป่วย ช่วยป้องกันไม่ให้คนป่วยเจ็บ และช่วยสร้างเสริมให้คนมีสุขภาพดีขึ้น เช่น สิ่งแวดล้อมที่ดี ไม่มีมลพิษ มีการอนุรักษ์ธรรมชาติให้มีความสมดุล เช่น มีต้นไม้ จะให้ความร่มรื่น ผ่อนคลาย แล้วต้นไม้ใหญ่ๆ จะช่วยกําจัดพิษคือดูดคาร์บอนไดออกไซด์แล้วยังคลายอากาศบริสุทธิ์เป็นออกซิเจนอีกด้วย

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ภูมิปัญญาไทย การสร้างเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรค

ภูมิปัญญาไทย (Wisdom) หมายถึง ความรู้ความสามารถ วิธีการผลงานที่คนไทยได้ค้นคว้า รวบรวม และจัดเป็นความรู้ ถ่ายทอด ปรับปรุง จากคนรุ่นหนึ่งมาสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง จนเกิดผลิตผลที่ดี งดงาม มีคุณค่า มีประโยชน์ สามารถนำมาแก้ปัญหาและพัฒนาวิถีชีวิตได้แต่ละหมู่บ้าน แต่ละชุมชนไทย ล้วนมีการทำมาหากินที่สอดคล้องกับภูมิประเทศ มีผู้นำที่มีความรู้ มีฝีมือทางช่าง สามารถคิดประดิษฐ์ ตัดสินใจแก้ปัญหาของชาวบ้านได้ ผู้นำเหล่านี้ เรียกว่า ปราชญ์ชาวบ้าน หรือผู้ทรงภูมิปัญญาไทย

คุณค่าของภูมิปัญญาไทย
ทางด้านการสร้างความภาคภูมิใจและศักดิ์ศรี เกียรติภูมิแก่คนไทย
        คนไทยในอดีตที่มีความสามารถปรากฏในประวัติศาสตร์มีมาก เป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ เช่น นายขนมต้มเป็นนักมวยไทยที่มีฝีมือเก่งในการใช้อวัยวะทุกส่วน ทุกท่าของแม้ไม้มวยไทย สามารถชกมวยไทย จนชนะพม่าได้ถึงเก้าคนสิบคนในคราวเดียวกัน แม้ในปัจจุบันมวยไทยก็ยังถือว่า เป็นศิลปะชั้นเยี่ยม เป็นที่นิยมฝึก และแข่งขันในหมู่คนไทยและชาวต่างประเทศ ปัจจุบันมีค่ายมวยไทยทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 30,000 แห่ง ชาวต่างประเทศที่ได้ฝึกมวยไทยจะรู้สึกยินดีและภาคภูมิใจ ในการที่จะใช้กติกาของมวยไทย เช่น การไหว้ครูมวยไทย การออกคำสั่งในการชกเป็นภาษาไทยทุกคำ เช่น คำว่า "ชก" "นับหนึ่งถึงสิบ" เป็นต้น ถือเป็นมรดกภูมิปัญญาไทย นอกจากนี้ ภูมิปัญญาไทยที่โดดเด่นยังมีอีกมากมาย เช่น มรดกภูมิปัญญาทางภาษาและวรรณกรรม โดยที่มีอักษรไทยเป็นของตนเองมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย และวิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน วรรณกรรมไทยถือว่าเป็น วรรณกรรมที่มีความไพเราะ ได้อรรถรสครบทุกด้าน วรรณกรรม หลายเรื่องได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษา ด้านอาหาร อาหารไทยเป็นอาหารที่ปรุงง่าย พืชที่ใช้ประกอบอาหารส่วนใหญ่เป็นพืชสมุนไพร ที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นและราคาถูก มีคุณค่าทางโภชนาการ และยังป้องกันโรคได้หลายโรค เพราะส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นพืชสมุนไพร เช่น ตะไคร้ ขิง ข่า กระชาย ใบมะกรูด ใบโหระพา ใบกะเพรา เป็นต้น

ตัวอย่างภูมิปัญญาไทย
กลองชัยมงคล หรือกลองชัย เป็นกลองที่เก่าแก่ดั้งเดิมของล้านนา ปรากฏชื่อในคัมภีร์ธรรมล้านนา เป็นกลองต้นแบบที่พัฒนาไปสู่กลองปูชาและกลองสะบัดชัยในปัจจุบัน จากช่วงเวลาในอดีตจวบจนปัจจุบัน กลองชัยมงคลก็ดี กลองปูชาก็ดีกลองสะบัดชัยก็ดี ยังคงมีบทบาทหน้าที่รับใช้สังคมเสมอมา

ปลาตะเพียน เป็นสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์ การทำรูปปลาตะเพียนจากใบลานแล้วแขวนไว้ในบ้านเรือน จึงนิยมทำกันมาตั้งแต่ครั้งอดีต และปรากฏหลักฐานว่า เมื่ออยุธยายังเป็นเมืองศูนย์กลางการปกครองนั้น แหล่งขายปลาตะเพียนจะอยู่ในย่านป่าโทนใกล้กับสะพานชีกุนจะผลิตออกจำหน่ายใน ๒ รูปแบบ แบบแรก จะเป็นสีใบลานธรรมชาติ แบบที่สอง จะเขียนสีบนใบลานเป็นลวดลายต่างๆ
ภูมิปัญญาไทยกับการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคในชุมชน 
        ทุกชุมชนมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ทั้งประเพณี วัฒนธรรม และวิถีการดำเนินชีวิตซึ่งเอกลักษณ์ดังกล่าวได้ดำเนินขึ้นและสืบทอดโดยคน รุ่นก่อนในชุมชน มีการสั่งสมภูมิปัญญาด้านต่างๆ และผ่านการพัฒนาใช้ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรในชุมชน เช่น การแต่งกาย การรับประทานอาหาร การสร้างบ้านเรือน รวมถึงการดูแลรักษาสุขภาพและการบำบัดโรค ซึ่งผ่านการลองผิดลองถูกจนเกิดเป็นปัญญาในการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกัน โรคของชุมชน ตัวอย่างเช่น การรับประทานผักเพื่อบำรุงร่างกาย การรักษาโรคด้วยสุมนไพร การนวดไทยเพื่อบำบัด บรรเทาการเจ็บป่วย การประคบสมุนไพรรักษาอาการปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก หรือการอยู่ไฟเพื่อส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพของผู้หญิงหลังคลอดบุตร เป็นต้น
        ภูมิปัญญาไทยจึงมีความสำคัญต่อสุขภาพในเรื่องของการบำบัด บรรเทา รักษาป้องกันโรคและการสร้างเสริมสุขภาพในชุมชน ให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง นอกจากภูมิปัญญาทางการแพทย์ของคนไทยจะช่วยส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดีแล้วยัง ช่วยลดปัญหาสาธารณสุขของประเทศชาติได้ โดยช่วยรัฐบาลลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ลดการนำเข้ายารักษาโรค เวชภัณฑ์และเทคโนโลยีทางการแพทย์จากต่างประเทศที่เกินความจำเป็นให้ลดน้อยลง ซึ่งผลดีดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อคนไทยในชุมชนหรือท้องถิ่นต่างๆ รู้จักประยุกต์ใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในชุมชนของตนเองมาใช้ให้เกิด ประโยชน์ในการรักษาดูแลสุขภาพ รวมถึงการพึ่งพาภูมมิปัญญาของแพทย์ที่ถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ มาใช้ในการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

การแพทย์แผนไทย
        หมายถึง กระบวนการทางการแพทย์เกี่ยวกับการตรวจ วินิจฉัย บำบัด รักษา การป้องกันโรค หรือการฟื้นฟูสุขภาพ
การแพทย์แผนไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับชุมชนของตัวเองได้ เช่น
การนวดแผนไทย เป็นภูมิปัญญาในการรักษาโรค การนวดไทยแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่
1.  การนวดแบบราชสำนัก
2.  การนวดแบบเชลยศักดิ์
การนวดไทยมีผลดีต่อสุขภาพในหลายๆด้าน เช่น การกระตุ้นระบบประสาท  และช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและน้ำเหลือง เป็นต้น

กระประคบสมุนไพร
เป็นการใช้สมุนไพรในการฟื้นฟูสุขภาพโดยการนำสมุนไพรมาห่อและนำไปประคบบริเวณที่มีอาการปวดเมื่อย จะสามารถช่วยบรรเทาอาการได้

น้ำสมุนไพร ผักพื้นบ้านและอาหารเพื่อสุขภาพ
น้ำสมุนไพร และอาหารช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตแข็งแรงอยู่ในภาวะปกติ โดยเกิดจากความเฉลียวฉลาดของบรรพบุรุษ เช่น น้ำขิงช่วยในการขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ


การทำสมาธิ สวดมนต์ และภาวนาเพื่อการรักษาโรค
เป็นวิถีชีวิต และความเชื่อ จัดว่าเป็นภูมิปัญญาทางการแพทย์แผนไทยซึ่งมีผลต่อสภาพจิตใจเป็นอย่างดี เพราะการนั่งสมาธิ สวดมนต์และการภาวนาช่วยให้มีจิตใจที่บริสุทธิ์ และทำให้จิตใจเกิดความสงบ


กายบริหารแบบไทย หรือกายบริหารท่าฤาษีดัดตน
 เป็นภูมิปัญญาเกิดขึ้นจากการเล่าต่อๆกันมาของผู้ที่นิยมนั่งสมาธิ เมื่อปฏิบัติอย่างถูกต้องจะช่วยรักษาอาการปวดเมื่อย ทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดี สร้างสมาธิ และผ่อนคลายความเครียดได้


วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

การจับคู่ลีลาศ (The Hold)

การจับคู่ลีลาศ  (The  Hold)
การจับคู่ลีลาศ  เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ฝึก ลีลาศจะต้องทราบ  และให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ  เพราะถ้าจับคู่ไม่ถูกต้องตามแบบแผน  นอกจากจะทำให้ขาดความสง่างามแล้ว  ยังเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งในการนำ และการตาม เพราะจะทำให้เสียการทรงตัวและการก้าวเท้าของคู่ลีลาศไม่สอดคล้องสัมพันธ์กัน  หรืออาจทำให้เหยียบเท้ากันได้
ท่าเริ่มต้นในการจับคู่ลีลาศแทบทุกจังหวะ  จะจับคู่แบบบอลรูมปิด ได้แก่  จังหวะวอลซ์จังหวะควิกสเต็ป, จังหวะชา ชา ช่า, และจังหวะบีกิน แต่เมื่อคู่ลีลาศออกลวดลายต่างๆแล้ว  การจับคู่ลีลาศจะเปลี่ยนไปเป็นแบบอื่นตามลวดลายของจังหวะนั้นๆ มีเพียงบางจังหวะที่จับคู่ลีลาศตอนเริ่มต้นแตกต่างออกไป  ได้แก่   จังหวะแทงโก้, จังหวะไจฟว์, และจังหวะร็อคแอนด์โรล


การจับคู่เริ่มต้นในการลีลาศที่นิยมใช้โดยทั่วไปมี  2 แบบ  คือ
                1.  แบบบอลรูมปิด  (Closed  ballroom)
                2.  แบบบอลรูมเปิด (Open  ballroom)

การจับคู่ลีลาศแบบบอลรูมปิด  (Closed  ballroom)









ลักษณะการจับคู่ลีลาศของผู้ชาย  (The  Hole  for  Gentleman)
1.  ยืนตัวตรงเท้าชิดกัน  ปลายเท้าชี้ตรงไปข้างหน้า  น้ำหนักตัวอยู่บริเวณปลายเท้า  ลำตัวตั้งตรง  เกร็งลำตัวบริเวณ เอง เล็กน้อยโดยไม่ต้องเกร็งไหล่  คอและศีรษะตั้งตรงตามสบา
2. ใช้มือซ้ายจับมือขวาของผู้หญิง  โดยการคีบนิ้วทั้งสี่ของผู้หญิงไว้ระหว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้  โอบนิ้วมือที่เหลือแตะหลังมือขวาของผู้หญิงโดยไม่บีบหรือเกร็งมือ
3. มือซ้ายไม่บิดงอจะเป็นแนวตรงตลอดถึงข้อศอก  แขนซ้ายท่อนบนจากไหล่ถึงข้อศอกลาดลงเล็กน้อย  พยายามให้ข้อศอกงออยู่ในระดับเดียวกับแผ่นหลังของผู้หญิง  ระวังอย่าให้เอนไปข้างหน้า  เพราะจะเป็นการดันแขนขวาของผู้หญิงให้เลยไปข้างหลัง  และระวังอย่างดึงมือขวาของ  ผู้หญิงมาข้างหน้าจนตนเองหลังแอ่น

4. แขนซ้ายตั้งแต่ข้อศอกจนถึงฝ่ามือ  หักมุมชี้ตรงขึ้นและเอนไปข้างหน้าเล็กน้อยพยายามรักษาระดับเดิมจากไหล่ถึงข้อศอกไว้  ปลายแขนเอนเข้าหาศีรษะเล็กน้อย (แขนซ้ายตั้งแต่ไหล่ถึงฝ่ามือจะงอเป็นมุมฉาก)
                   5. 
แขนขวาตั้งแต่ไหล่จนถึงข้อศอกลาดลงจนเกือบมีลักษณะเดียวกับแขนซ้าย  ศอกขวายื่นล้ำจากแนวไหล่ออกไปข้างหน้าเล็กน้อย  เพราะจะต้องอ้อมไปแตะตรงกลางหลังของผู้หญิง  ระวังอย่างยื่นศอกล้ำออกไปมากเกินไปและโอบลึกเกินไป ข้อศอกไม่ตกมาแนบข้างลำตัวจะทำให้ผู้หญิงพาดแขนซ้ายไม่ถนัด  และผู้ชายก็ไม่ถนัดในการนำ (Lead) ผู้หญิง
                   6. 
ฝ่ามือขวาแตะตรงบริเวณใต้สะบักของผู้หญิง  ปลายนิ้วมือพอดีกับกึ่งกลางสันหลังและแนบชิดกันไม่แตกแยกจากกัน  จะทำให้มองดูแล้วไม่สวยงาม
                   7.
จับคู่ลีลาศในลักษณะยืนชิดกัน  ผู้ชายจะดึงผู้หญิงให้ยืนอยู่ตรงหน้าหรือยืนเยื้องมาทางขวามือของตนเองเล็กน้อย  แต่ในงานสังคมทั่วๆไปควรยืนจับคู่ห่างกันประมาณ  6 นิ้ว

ลักษณะการยืนจับคู่ลีลาศของผู้หญิง  (The  Hold  for  Lady)
 ในการจับคู่ลีลาศของผู้หญิงส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับผู้ชาย  แต่ก็มีสิ่งที่ควรปฏิบัติ  ดังนี้
                 1. ยืนตัวตรงเกร็งบริเวณเอนเล็กน้อยโดยไม่ยกและเกร็งไหล่  ยืนให้ตรงกับผู้ชายหรือยืนเยื้องไปทางซ้ายมือของตัวเองเล็กน้อย  แต่ระวังอย่าให้มากเกินไป
                 2.  ยื่นมือขวาให้ผู้ชายจับในระดับปกติ  นิ้วมือทั้งสี่ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือแนบชิดกัน
                 3. วางแขนซ้ายพาดทับแขนขวาของผู้ชายเบาๆ  นิ้วมือซ้ายแนบชิดกันแตะบนต้นแขนขวาของผู้ชายค่อนไปจนเกือบถึงไหล่

ข้อเสนอแนะในการจับคู่ลีลาศแบบบอลรูมปิด
ในการจับคู่ลีลาศแบบบอลรูมปิด  จะพบว่าคู่ลีลาศมีข้อบกพร่องในการจับคู่  ที่พบเห็นบ่อยๆ  มีดังนี้
                1.   คู่ลีลาศยืนอยู่ชิดหรือห่างกันเกินไป
                2.  ในขณะลีลาศเมื่อมีการเคลื่อนที่และมีการใช้เท้าเฉียงทะแยงมุมไปทางด้านข้าง (เฉียงฝาหรือเฉียงกลางห้อง)  ถ้าคู่ลีลาศเคลื่อนที่ไม่สัมพันธ์กัน  จะทำให้ทั้งคู่รู้สึกว่า  การเคลื่อนที่นั้นไม่ราบรื่น
               3.   มือซ้ายของผู้หญิงมักไม่วางที่ต้นแขนขวาของผู้ชาย
               4.   ถ้ามือขวาของผู้ชานแตะทางด้านหลังของผู้หญิงสูงหรือต่ำเกินไป  จะทำให้ผู้หญิงเสียการทรงตัวได้ง่าย
               5.   ในขณะเคลื่อนที่ถอยหลัง  น้ำหนักตัวของผู้หญิงมักจะทิ้งไปข้างหลังและตกบนส้นเท้ามากเกินไป
ารจับคู่ลีลาศแบบบอลรูมเปิด  (Open  ballroom)








ลักษณะการจับคู่ลีลาศของผู้ชายและผู้หญิง (The  Hole  for  Gentleman  and Lady)
1.  ผู้หญิงจะยืนอยู่ทางขวามือของผู้ชาย  หันหน้าไปในทิศทางเดียวกัน  ด้านข้างลำตัวของผู้หญิงและผู้ชายอยู่ชิดกัน
2.  ผู้ชายใช้แขนขวาโอบไปที่เอวของผู้หญิงทางด้านหลัง  ไหล่ขวาบิดเข้าหาผู้หญิง  ยกข้อศอกขวาขึ้นสูงพอประมาณ
3.  ผู้หญิงใช้มือซ้ายวางที่บริเวณไหล่ขวาของผู้ชาย  โดยวางแขนซ้ายพาดทับแขนขวาของ ผู้ชายเบาๆ
4.  ผู้ชายใช้มือซ้ายจับมือขวาของผู้หญิง  เหยียดแขนซ้ายไปข้างหน้า  หรือจะงอศอกซ้ายเข้ามาเล็กน้อยก็ได้
นอกจากนี้  ยังมีการจับคู่ลีลาศอีกลักษณะหนึ่ง คือ การจับคู่ลีลาศในประเภทจังหวะลาติน อเมริกัน (Latin  American)  การจับคู่ในการลีลาศจังหวะประเภทนี้  จะมีลวดลายการลีลาศและการจับคู่ที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับรูปแบบของการลีลาศ  การจับคู่ลีลาศในแต่ละรูปแบบ มีดังนี้
การจับคู่แบบลาตินอเมริกัน








การจับคู่ลีลาศแบบปิด  (Closed  Position)
การจับคู่ลีลาศแบบปิด  มีความแตกต่างจากการจับคู่ลีลาศแบบบอลรูมปิด  ดังนี้
1.  ระยะห่างระหว่างคู่ลีลาศ  ทั้งคู่จะยืนห่างกันมากกว่าการจับคู่ลีลาศแบบบอลรูมปิด
                2.  มือขวาของผู้ชายแตะตรงสะบักซ้ายของผู้หญิง  แทนที่จะแตะตรงกลางหลัง
                3.  แขนซ้ายของผู้หญิง  วางซ้อนทาบอยู่บนแขนขวาของผู้ชายอย่างสบายๆ
                4.  มือซ้ายของผู้ชายยังคงจับมือขวาของผู้หญิงไว้เหมือนกับการจับคู่ลีลาศแบบบอลรูมปิด

การจับคู่ลีลาศแบบเปิด  พบมากในการลีลาศจังหวะไจฟว์  (Jive)  และจังหวะร็อค  แอนด์ โรล (Rock  and  Roll)   เป็นการจับมือเพียงข้างเดียว  โดยผู้ชายใช้มือซ้ายจับมือขวาของผู้หญิง  ยืนห่างกันในระยะที่ต่างตนต่างเหยียดแขนได้พองาม  ส่วนมือข้างที่เป็นอิสระจะถูกยกไว้ข้างลำตัว  หรืออาจจะยกชูสูงขึ้นก็ได้แล้วแต่ลีลาของคู่ลีลาศ
            การจับคู่ลีลาศแบบข้าง  จะพบมากการลีลาศจังหวะ  ชา ชา ช่า   (Cha Cha Cha) และจังหวะ คิวบัน รัมบ้า  (Cuban Rumba) การจับคู่ลีลาศแบบนี้เป็นการจับคู่ลีลาศด้วยมือข้างเดียว  และจับในขณะที่ทั้งผู้ชายและผู้หญิงยืนหันหน้าเข้าหากัน หรือหันหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งคู่ยืนห่างกันพอประมาณ ส่วนแขนข้างที่เป็นอิสระอาจเหยียดออกไปข้างลำตัวโดยงอแขนเล็กน้อย  หรืออาจยกชูสูงขึ้นได้
            การจับคู่ลีลาศแบบสองมือ  มักนำมาใช้ลีลาศในจังหวะไจฟว์  (Jive) เป็นส่วนมาก  ทั้งผู้ชายและผู้หญิงจะยืนหันหน้าเข้าหากันและห่างกันพอสมควร  มือซ้ายของผู้ชายจับมือขวาของผู้หญิงและมือขวาของผู้ชายจับมือซ้ายของผู้หญิง  ลักษณะการจับมือ  ผู้ชายจะหงายฝ่ามือทั้งสองข้างขึ้น  ผู้หญิงจะคว่ำฝ่ามือทั้งสองข้างวางลงบนฝ่ามือของผู้ชาย โดยผู้ชายใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างกุมมือของผู้หญิงไว้




สมาชิกในกลุ่ม
1. นายณรงค์   อมรจิตรเวชกุล    เลขที่  28
2. นางสาวพัทธ์ธีรา    งามญาณ    เลขที่  29
3. นางสาวภัทรานิษฐ์   ทรัยพ์สุวรรณ    เลขที่  30
4. นางสาวสกุลรัตน์   ชินนะ     เลขที่   31
5. นางสาวจุรีวรรณ์    จันทะกล    เลขที่  32
6. นายกรรณภพ   แก้วสาคร    เลขที่  33
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6/6


วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สรุปบทที่ 1

สรุปบทที่ 1
กระบวนการสร้างเสริม และดำรงประสิทธิภาพ
การทำงานของระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และระบบต่อมไร้ท่อ

สาระสำคัญ
อวัยวะทุกส่วนในร่างกายของคนเราทำงานสัมพันธ์กันเป็นระบบ ทุกระบบต่างมีความสำคัญต่อร่างกายทั้งสิ้น หากระบบใดทำงานผิดปกติก็จะส่งผลกระทบต่อระบบอื่นๆด้วย เราจึงควรรู้จักป้องกัน บำรุงอวัยวะต่างๆให้สมบูรณ์แข็งแรง

1.1         ความสำคัญและหลักการของกระบวนการสร้างเสริมและดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย
มนุษย์จะดำรงอยู่ได้ด้วยการทำงานของอวัยวะต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย การแบ่งส่วนประกอบของร่างกายออกเป็นระบบต่างๆ จะช่วยให้เข้าใจการทำงานของระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้องง่ายขึ้น  ระบบต่างๆในร่างกายจะต้องพึ่งพาและทำงานสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด
หลักการของกระบวนการสร้างเสริมและดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายมีแนวในทางปฏิบัติดังนี้
                1.รักษาอนามัยส่วนบุคคล                    2.บริโภคอาหารให้ถูกต้องและเหมาะสม
                3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ                     4.พักผ่อนให้เพียงพอ
                5.ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ       6.หลีกเลี่ยงอบายมุขและสิ่งเสพติดให้โทษ
                7.ตรวจเช็คร่างกาย
1.2 ระบบประสาท (Nervous System)
                ระบบประสาท คือระบบที่ประกอบด้วยสมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาททั่วร่างกาย ทำหน้าที่ร่วมกันในการควบคุมการทำงานและการรับความรู้สึกของอวัยวะทุกส่วน รวมถึงความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ และความทรงจำต่างๆ
1.ระบบประสาทส่วนกลาง ประกอบด้วยสมอง และไขสันหลัง เป็นศูนย์กลางควบคุม และประสานการทำงานของร่างกายทั้งหมด
สมอง เป็นอวัยวะที่สำคัญและมีขนาดใหญ่กว่าส่วนอื่นๆของระบบประสาท แบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือชั้นนอกมีสีเทา เรียกว่า  เกรย์ แมตเตอร์ เป็นที่รวมของเซลล์ปะสารท และแอกซอน ชนิดที่ไม่มีเยื่อหุ้ม ส่วนชั้นในมีสีขาวเรียกว่า ไวท์ แมตเตอร์ เป็นส่วนของใยประสาทที่ออกจากเซลล์ประสาท
ที่บริเวณศีรษะทำหน้าที่เกี่ยวกับความคิด ความจำ ความฉลาด นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางควบคุมระบบประสาททั้งหมด สมองแบ่งออกเป็น  3 ส่วนใหญ่ๆ คือ
1. สมองส่วนหน้า    ประกอบด้วย ซีรีบรัม ทาลามัส ไฮโพทาลามัส
2. สมองส่วนกลาง
 3. สมองส่วนท้าย    ประกอยด้วย ซีรีเบลลัม พอนส์ เมดัลลา ออบลองกาตา
                 ไขสันหลัง ทำหน้าที่รับกระแสประสาทจากส่วนต่างๆของร่างกายส่งไปยังสมอง และรับกระแสประสาทตอบสนองจากสมองเพื่อส่งไปยังอวัยวะต่างๆของร่างกาย
                 2. ระบบประสาทส่วนปลาย ประกอบด้วย เส้นประสาทสมอง เส้นประสาทไขสันหลัง และระบบประสาทอัตโนมัติ ระบบประสาทส่วนปลายทำหน้าที่นะความรู้สึกจากส่วนต่างๆของร่างกายเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางไปยังอวัยวะปฏิบัติ
1.2.2 การทำงานของระบบประสาท
                เป็นระบบที่ทำงานประสานกันกับระบบกล้ามเนื้อ นอกจากนั้นยังรับกระแสประสาทจากอวัยวะภายในต่างๆ และส่งคำสั่งกลับไปควบคุมการเต้นของหัวใจ ความดันเลือด อัตราการหายใจ และระบบอื่นๆตามปกติ
                 1.2.3 การบำรุงรักษาระบบประสาท
                1.ระวังไม่ให้เกิดการกระทบเทือนบริเวณศีรษะ                2.ระมัดระวังป้องกันไม่ให้เกิดโรคทางสมอง
                3.หลีกเลี่ยงยาชนิดต่างๆที่มีผลต่อสมอง             4.พยายามผ่อนคลายความเครียด
                5.รับประมารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
1.3 ระบบสืบพันธุ์
1.3.1 อวัยวะสืบพันธุ์เพศชาย
            1. อัณฑะ ทำหน้าที่สร้างตัวอสุจิ และฮอร์โมน เทสโทสเตอโรน
             2. ถุงหุ้มอัณฑะ ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิให้พอเหมาะในการสร้างตัวอสุจิ
             3. หลอดเก็บอสุจิ ทำหน้าที่เก็บอสุจิที่เจริญเต็มที่ก่อนที่จะส่งผ่านไปยังหลอดนำตัวอสุจิ
             4. หลอดนำตัวอสุจิ ทำหน้าที่ลำเลียงตัวอสุจิไปเก็บไว้ที่ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ
             5. ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ ทำหน้าที่สร้างอาหารเพื่อใช้เลี้ยงตัวอสุจิ
             6. ต่อมลูกหมาก ทำหน้าที่หลั่งสารที่มีฤทธิ์เป็นด่างอ่อนๆ เพื่อทำงานฤทธิ์กรดในท่อปัสสาวะ
             7. ต่อมคาวเปอร์ ทำหน้าที่หลั่งสารหล่อลื่นไปหล่อลื่นที่ท่อปัสสาวะในขณะที่เกิดการกระตุ้นทางเพศ
1.3.2 อวัยวะเพศหญิง
1. รังไข่  ทำหน้าที่ ผลิตไข่เดือนละ 1 ใบ สร้างฮอร์โมน เอสโทรเจน และ โพรเจสเทอโรน
2. ท่อนำไข่ หรือ ปีกมดลูก ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของไข่ที่ออกจากรังไข่เข้าสู่มดลูก
3. มดลูก ทำหน้าที่เป็นที่ฝังตัวของไข่ได้รับรับการผสมแล้ว และเป็นที่เจริญเติบโตของทารกในครรภ์
4. ช่องคลอด ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของตัวอสุจิเข้ามดลูก และเป็นทางออกของทารก
1.3.3 การบำรุงรักษาระบบสืบพันธุ์
                1.ดูแลรักษาร่างกายให้แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ    2.ออกกำลังกายอย่างเสมอ
3.งดเครื่องเดิมที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์      4.พักผ่อนให้เพียงพอ  ไม่เคร่งเครียด
5.ทำความสะอาดร่างกายอย่างทั่วถึง                  6.สวม ใส่เสื้อผ้าที่สะอาด
7.ไม่ใช้เสื้อผ้า  ผ้าเช็ดตัวร่วมกับผู้อื่น                 8.ไม่สำส่อนทางเพศ
1.4 ระบบต่อมไร้ท่อ
                เป็นระบบที่ผลิตสารเรียกว่า ฮอร์โมน เป็นต่อมที่ไม่มีท่อหรือรูเปิด จึงลำเลียงสารเหล่านั้นไปตามกระแสเลือดไปสู่อวัยวะเป้าหมาย ทำหน้าที่ควบคุมการทะงานของระบบต่างๆ
                1.4.1 ต่อมไร้ท่อในร่างกาย
                1.ต่อมใต้สมอง แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ต่อมใต้สมองส่วนหลัง เป็นศูนย์ควบคุมใหญ่ของร่างกาย มีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง เช่น สร้างฮอร์โมนควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกายและกระดูก
                2. ต่อมหมวกไต แบ่งออกเป็น 2 ชั้น ชั้นในสร้างฮอร์โมนอะดรีนาลิน ส่วนชั้นนอกสร้างฮอร์โมนควบคุมการเผาผลาญอาหารตลอดจนฮอร์โมนควบคุมการดูดซึมเกลือที่ไต
3. ต่อมไทรอยด์ ทำหน้าที่หลั่งฮอร์โมนที่เรียกว่า ไทรอกซิน ควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกาย
 ต่อมพาราไทรอยด์ ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนพาราฮอร์โมน ควบคุมปริมานแคลเซียมในเลือด
                5. ต่อมที่อยู่ในตับอ่อน เป็นต่อมที่สร้างฮอร์โมนอินซูลิน มีหน้าที่ควบคุมปริมานน้ำตาลของร่างกาย
6. รังไข่ ในเพศหญิง และ อัณฑะ ในเพศชาย รังไข่สร้างฮอร์โมน เอสโทรเจนกับโพรเจนเทอโรน ส่วนอัณฑะทำหน้าที่สร้างฮอร์โมน เทสโทสเตอโรน
7. ต่อมไทมัส ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบภูมิกันของร่างกาย
1.4.2 การบำรุงรักษาระบบต่อมไร้ท่อ
                1.เลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้ครบ 5 หมู่    2.ดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอ
                3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ                                                                     4.ลดปริมาณเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
                5.หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ส่งผลการทะต่อระบบต่อมไร้ท่อ        6.พักผ่อนให้เพียงพอ มีความคิดสร้างสรรค์